เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเมินตลาดวัสดุตกแต่งระดับพรีเมียมครึ่งปีหลังยังเติบโต แม้เศรษฐกิจชะลอ โดยได้แรงหนุนจากตลาดบ้านระดับบนและกระแสรีโนเวตที่อยู่อาศัยเดิม พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ รองรับ 4 เทรนด์การอยู่อาศัยปี 2026 ได้แก่ สุขภาพ ดีไซน์ธรรมชาติ พื้นที่ไร้รอยต่อ และความยั่งยืน ภายในงานสถาปนิก’69 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้อยู่ในภาวะ “ทรงตัวแบบเลือกข้าง” เนื่องจากตลาดเติบโตไม่เท่ากันทุกเซกเมนต์ โดยตลาดระดับกลาง-ล่างยังได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และภาวะสินเชื่อที่เข้มงวด ขณะที่กลุ่มระดับบน ลักชัวรี และอัลตราลักชัวรี ยังคงแข็งแรง พร้อมแรงหนุนเพิ่มเติมจากตลาดรีโนเวตบ้านเดิมที่ขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับตลาดวัสดุตกแต่งพรีเมียมยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของผู้บริโภคระดับบนที่ยังมีกำลังซื้อมั่นคง และให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในระยะยาว ขณะเดียวกันยังได้รับอานิสงส์จากกระแสการซื้อบ้านมือสองและการรีโนเวตบ้านเดิม ซึ่งมีความคุ้มค่ากว่าการซื้อบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถนำงบประมาณมาปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองได้มากขึ้น
“ลูกค้าในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องราคา แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ดีไซน์ อายุการใช้งาน ความทนทาน ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และภาพลักษณ์ของที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ตลาดวัสดุตกแต่งพรีเมียมยังขับเคลื่อนด้วยความต้องการใช้งานจริง และเป็นโอกาสของ WDC ที่มีสินค้านวัตกรรมตอบโจทย์ชัดเจนและสร้างความแตกต่างได้”

ปัจจุบันภาพรวมตลาดกระเบื้องและวัสดุตกแต่งมีมูลค่ารวมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัวลงในปีนี้ แต่ WDC ยังสามารถรักษาผลประกอบการได้คงที่เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนตลาดกลุ่มระดับกลาง-บน มีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของตลาดรวม ยังคงมีแรงซื้ออย่างต่อเนื่อง WDC ประสบความสำเร็จจากการนำเสนอกระเบื้องขนาดใหญ่ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภค
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยมีความเข้าใจเรื่องวัสดุตกแต่งมากขึ้นอย่างชัดเจน และเปิดรับแนวคิดการออกแบบระดับโลกได้รวดเร็วกว่าในอดีต จากเดิมที่เทรนด์ใหม่จากต่างประเทศอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าสู่ตลาดไทย ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแรงบันดาลใจและเลือกใช้วัสดุใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สำหรับทิศทางตลาดวัสดุตกแต่งในปีนี้ต่อเนื่องสู่ปี 2569 จะขับเคลื่อนด้วย 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
- Wellness Living ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับวัสดุที่ปลอดภัย ดูแลง่าย ลดการสะสมเชื้อโรค และเหมาะกับทุกคนในบ้าน หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง อย่างสินค้าของ WDC เช่น MICROTEC (กันลื่น), Anti-Bacteria Technology และ UNITEC Technology ที่กันลื่น ผิวนุ่มและทำความสะอาดง่าย และยังตอบโจทย์สำหรับกลุ่ม Pet-Friendly สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ได้รับการตอบรับดีมาก
- Natural & Textured Materials วัสดุที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นลายหินอ่อน หินธรรมชาติ ไม้ หรือพื้นผิวสัมผัสพิเศษ ที่ให้ความงามเสมือนจริง แต่มีประสิทธิภาพ ทั้งความทนทาน ดูแลง่าย และใช้งานได้ยาวนาน เช่น Micro Structure Technology ที่จำลองผิวหน้าของหินทราเวอร์ทีนที่มีรูพรุนแต่ไม่เก็บฝุ่น คงความสวยงามตามธรรมชาติ แต่ดูแลรักษาง่าย
- Seamless & Large Format Design กระเบื้องแผ่นใหญ่พิเศษช่วยลดรอยต่อ ทำให้พื้นที่ดูโปร่ง โล่ง และมีความต่อเนื่องของสเปซ ซึ่ง WDC สามารถทำให้วัสดุกลุ่มนี้มีความเสมือนจริงมากกว่าในท้องตลาด จากเทคนิคการฝังสายแร่หินให้ลงไปอยู่ในเนื้อจึงทำให้มีความใกล้เคียงกับหินจริงตามธรรมชาติ
- Sustainability ผู้บริโภคเริ่มสนใจวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ที่มีแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น WDC ปีนี้เรามีนวัตกรรมใหม่ Harditec Technology ที่ ช่วยให้กระเบื้องมีคุณสมบัติคงทนขึ้นในระดับรองจากเพชร ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุบ่อยๆ ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และยังลดขยะจากการทุบทำลายอีกด้วย

เปิดตัวไฮไลต์นวัตกรรมในงานสถาปนิก’69
สำหรับการเข้าร่วมงานสถาปนิก’69 ปีนี้ WDC ได้นำเสนอคอลเลกชันและนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน โดยมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้ MILANO SUBLIME Collection คอลเลกชันระดับพรีเมียมที่สะท้อนความงามเชิงสถาปัตยกรรมระดับโลก โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 600 ปี ที่ลวดลายหินจากมหาวิหาร Duomo di Milano กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ได้รับอนุญาตให้นำมาถอดแบบอย่างถูกต้อง ผ่านกระบวนการสแกนพื้นผิวต้นแบบอย่างละเอียด ก่อนพัฒนาเป็นกระเบื้องพอร์ซเลนระดับพรีเมียมสำหรับงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายจะนำกลับไปสนับสนุนมูลนิธิผู้ดูแลมหาวิหารแห่งนี้ และ GRAVITY Collection นวัตกรรมกระเบื้องรุ่นใหม่ที่พัฒนาบน HARDITEC Technology เทคโนโลยีผิวกระเบื้องแบบ Ultra Scratch Resistant ให้ค่าความแข็งระดับ 9 บน Mohs Hardness Scale รองจากเพชรที่ระดับ 10 และสูงกว่ามาตรฐานกระเบื้องทั่วไปที่อยู่ในระดับ 6–7 ช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการใช้งานหนักหรือมีการสัญจรหนาแน่น พร้อมคุณสมบัติ Stain Resistance Class 5 ต้านทานคราบสกปรกระดับสูงสุด ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดความถี่ในการเปลี่ยนหรือซ่อมแซม และลดขยะจากงานก่อสร้างในระยะยาว สะท้อนแนวคิดด้านประสิทธิภาพควบคู่ความยั่งยืน โดยคอลเลกชันนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Innovation Award 2026 ภายในงานสถาปนิก’69
นอกจากนี้ นวัตกรรมเจ้าของรางวัล Best Innovation Award WDC ยังได้นำนวัตกรรมที่เคยได้รับรางวัล Best Innovation Award จากงานสถาปนิกมาร่วมจัดแสดง ได้แก่ Micro-Structured Technology เทคโนโลยีพื้นผิวที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้านการกันลื่น สะดวกสบายในการใช้งาน และ UNITEC Technology กระเบื้อง Pet-Friendly ที่ออกแบบเพื่อเพิ่มความทนทาน เสถียรภาพ และตอบโจทย์บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง รวมถึงโครงการที่มีการใช้งานหนัก

สำหรับแผนธุรกิจปีนี้ WDC เดินหน้าขยายการเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดสาขาในหัวเมืองศักยภาพ ได้แก่ เชียงใหม่ สมุย และโคราช ควบคู่กับการยกระดับโชว์รูมสู่ Experience Center ที่ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของบ้าน ผู้พัฒนาโครงการ สถาปนิก และนักออกแบบ เพื่อให้สามารถเห็นภาพการใช้งานจริงและเลือกวัสดุได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ปัจจุบัน WDC มีโชว์รูม 9 แห่งทั่วประเทศ ที่เปิดโอกาสให้สถาปนิก อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ และเจ้าของบ้านได้สัมผัสวัสดุจริง พร้อมทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดูแลครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสินค้า การตรวจสอบคุณภาพ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่งถึงหน้างาน
ทั้งนี้ WDC เข้าใจดีว่าวัสดุทุกแผ่นไม่ใช่เพียงองค์ประกอบของงานออกแบบ แต่สะท้อนถึงมาตรฐานและชื่อเสียงของทั้งดีเวลลอปเปอร์และผู้ออกแบบ จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและบริการในทุกขั้นตอน





