ตลาดที่อยู่อาศัยภาคเหนือครึ่งแรกปี’69ปรับสมดุล ยอดโอนอาคารชุดเชียงใหม่ฟื้นตัว

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์เผยสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยภาคเหนือ 5 จังหวัด ช่วงครึ่งแรกปี 2569 ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านจากการขยายตัวเป็นการเปลี่ยน Stock ให้เป็น Cash โครงการเปิดใหม่ปรับลดลง 9% สะท้อนถึงความระมัดระวังที่มากขึ้นของผู้ประกอบการ แม้ภาพรวมตลาดจะผ่านจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้วและเริ่มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีปัจจัยกดดันหลักเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การดูดซับอุปทานสะสมยังต้องใช้เวลาพอสมควร

ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาคเหนือเข้าสู่ช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการบริหารจัดการสต็อกเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ โดยเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการขยายตัวเป็นการเปลี่ยนสต็อกสินค้าให้เป็นกระแสเงินสด โดยในช่วงครึ่งแรกของปีมีโครงการเปิดใหม่ในภาคเหนือปรับลดลงประมาณ 9% สะท้อนถึงความระมัดระวังที่มากขึ้นของผู้ประกอบการ แม้ภาพรวมตลาดจะผ่านจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้วและเริ่มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ปัจจัยกดดันหลักยังคงเป็นเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ความเร็วในการดูดซับอุปทานสะสมยังต้องใช้เวลาพอสมควร

โดยพื้นที่เชียงใหม่ ช่วงครึ่งปีแรกจะเริ่มขายได้มากกว่าการเปิดตัวโครงการใหม่และสต็อกเริ่มลดลงบ้าง แต่ระดับสต็อกสะสมยังคงสูง คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณกว่า 4 ปีในการระบายสต็อกทั้งหมด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมยังอยู่ในภาวะสมดุลที่ดี ยอดโอนคอนโดฯใหม่เติบโตเกือบ 50% ในเชิงจำนวนยูนิต และมูลค่าเติบโตเกือบ 80%  โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ชาวต่างชาติและกลุ่มคนที่ต้องการใช้ชีวิตในเมือง ส่วนของบ้านแนวราบและพูลวิลล่าระดับบนยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังเนื่องจากอุปทานใหม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ยอดขายลดลง ส่งผลให้สต็อกสะสมสูง จำเป็นต้องเน้นการตั้งรับและบริหารสินค้าที่มีอยู่

ตลาดอสังหาฯในเมืองเชียงใหม่กำลังขยายตัวในรูปแบบ Network City หรือเมืองหลายศูนย์กลาง (Multi-centric) ที่กระจายสู่พื้นที่รอบนอก เช่น สันทราย สันกำแพง และหางดง เกิดเป็นย่านที่อยู่อาศัยใหม่ที่มีบริการครบครัน ในขณะที่พื้นที่เชียงใหม่รอบนอกและลำพูน ยังมีโอกาสเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปตามทิศทางเศรษฐกิจ

สำหรับตลาดอสังหาฯในจังหวัดพิษณุโลก ยอดขายใหม่เริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างโดดเด่นประมาณ 60% สะท้อนว่าอุปสงค์เริ่มกลับมา แต่สต็อกสะสมยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาระบายประมาณ 6.5 ปี ถือเป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของยอดขายในการเร่งระบายสต็อก ขณะที่ตลาดอสังหาฯในจังหวัดนครสวรรค์ อยู่ในภาวะหดตัว โดยในครึ่งปีแรกไม่มีการเปิดโครงการใหม่ แต่ยอดขายใหม่ยังคงปรับลดลงค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นว่าปัจจัยหลักเกิดจากกำลังซื้อในพื้นที่ยังไม่ฟื้นตัว การไม่มีอุปทานใหม่จึงไม่ได้ช่วยดันยอดขาย กลยุทธ์สำคัญคือการ รักษาบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด (Cash Flow) มาก่อนการเติบโต เพื่อรอให้อุปสงค์ในพื้นที่กลับมา

อย่างไรก็ตามในภาพรวมของตลาดอสังหาฯในภาคเหนือ พบว่ายังมีข้อจำกัดในกลุ่มบ้านราคา 2-3 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่ผู้ซื้อยังคงมีความต้องการ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่มาตรฐานสินเชื่อที่เข้มงวด ผู้ประกอบการควรสร้างความร่วมมือกับธนาคารในการคัดกรองและทำ Pre-approval ร่วมกันตั้งแต่ต้นทางก่อนรับจองหรือเตรียมสินค้าในระดับราคาที่ต่ำลงมารองรับ นอกจากนี้ยังพบการเติบโตของตลาดบ้านมือสองที่สูงกว่าบ้านใหม่ถึงประมาณ 4 เท่า และขยายตัวรวดเร็วกว่า เนื่องจากราคาเข้าถึงง่ายกว่า กลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ผู้พัฒนาบ้านใหม่ต้องนำมาพิจารณา

ทั้งนี้จากผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ภาคเหนือ สรุปในภาพรวมพบว่า ตลาดกำลังทยอยฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญการแข่งขันกับตลาดบ้านมือสองที่ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสนใจเนื่องจากตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่าและระดับราคา ผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็กต้องมุ่งเน้นการสร้างมูลค่า และชูความคุ้มค่าของโครงการใหม่เพื่อแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น

สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากผลสำรวจภาคสนามพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พบว่าตลาดคอนโดมิเนียมฟื้นตัวเด่นโตเกือบเท่าตัว ขณะที่บ้านจัดสรรชานเมืองยังคงต้องเร่งระบายสต็อก โดยมี Total Supply รวม 12,715 ยูนิต เพิ่มขึ้น 12.7% มูลค่า 60,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% ส่วนการเปิดตัว New Supply ใหม่เพิ่มขึ้น 189.4% ด้าน New Sales เพิ่มขึ้น 18.5% มูลค่า 5,790 ล้านบาท โดยอาคารชุดมียอดขายเพิ่มขึ้น 49.4% และบ้านจัดสรรเพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ Remaining Supply อยู่ที่ 11,353 ยูนิต เพิ่มขึ้น 12.0% อัตราดูดซับเฉลี่ย 1.8% ต่อเดือน คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการระบายอุปทานคงเหลือประมาณ 50 เดือน แบ่งเป็นอาคารชุด 39 เดือนและบ้านจัดสรร 55 เดือน

สำหรับทำเลเด่น คือ อาคารชุดโซนในเมืองเชียงใหม่และสุเทพ-แม่เหียะ มียอดขาย New Supply รวม 500 ยูนิต ด้านบ้านจัดสรรโซนสันทรายมียอดขายขยายตัวเพิ่มขึ้น 62.4% อัตราดูดซับ 2.3% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาระบายอุปทานคงเหลือประมาณ 38 เดือน ขณะที่พื้นที่เฝ้าระวัง คือ บ้านจัดสรรโซนในเมืองเชียงใหม่และโซนมหาวิทยาลัยพายัพ มีสต็อกสะสมสูง คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 163–380 เดือน

พื้นที่จังหวัดเชียงรายมี Total Supply 3,020 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.6% YoY มูลค่า 11,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดย New Supply ลดลง 43.3% เหลือเพียง 68 หน่วย และทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรร ด้าน New Sales  ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.9% ส่วนใหญ่เป็นการขายได้ใหม่ในกลุ่มบ้านจัดสรร ขณะที่ Remaining Supply ยังคงเพิ่มขึ้น 7.8 % โดยมีจำนวน 2,843 หน่วย อัตราดูดซับรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 1.0% ต่อเดือน และต้องใช้เวลาระบายสต็อก อยู่ที่ 96 เดือน (บ้านจัดสรร 97 เดือน, อาคารชุด 6 เดือน) ทำเลเด่น คือ บ้านจัดสรรโซนในเมืองเชียงรายมียอดขาย New Sales ถึง 87 หน่วย และโซนแม่สายมีอัตราดูดซับขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 37 เดือน ขณะที่พื้นที่พึงระวัง โซนสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง แม้มียอดขายสม่ำเสมอ แต่ด้วยสต็อกเหลือขายสูงทำให้อัตราดูดซับอยู่ที่ 0.8% คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 120 เดือน

พื้นที่จังหวัดพิษณุโลกมี Total Supply 3,577 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.7% YoY มูลค่า 14,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1%  New Supply ลดลง 91.4% แม้ New Sales ขยายตัวก้าวกระโดดเพิ่มขึ้น 61.4% YoY แต่ Remaining Supply ยังคงเพิ่มขึ้น 6.0% อัตราดูดซับเฉลี่ยขยับขึ้นเป็น 1.2% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาระบายสต็อก 78 เดือนจากเดิม 119 เดือน ด้านทำเลเด่นของบ้านจัดสรรโซนในเมืองพิษณุโลก ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัวประมาณ 405.9% จำนวน 86 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 3.8% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 20 เดือน ส่วนที่พื้นที่พึงระวัง คือบ้านจัดสรรโซนบึงพระ และโซนมหาวิทยาลัยนเรศวร-ท่าทอง มีอัตราดูดซับต่ำเพียง 0.2%–0.3% ส่งผลให้ต้องใช้เวลาระบายสต็อกยาวนานถึง 367–452 เดือน

พื้นที่จังหวัดนครสวรรค์มี Total Supply รวม 1,347 ยูนิต ลดลง 22.6% มูลค่า 6,858 ล้านบาท ซึ่งในช่วงสำรวจไม่มี New Supply เกิดขึ้น ส่วน New Sales ชะลอตัวลดลง 77.0%  แต่ Remaining Supply ลดลงเช่นกันโดยลดลง 2.5% เหลือ 1,239 ยูนิต อัตราดูดซับเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 1.3% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 69 เดือน

ด้านทำเลเด่นคือบ้านจัดสรรโซนท่าทอง ซึ่งเป็นทำเลขายดีที่สุด ขณะที่พื้นที่เฝ้าระวัง คือ  บ้านจัดสรรโซนดรีมแลนด์ มียอดขายชะลอตัวลง 86.2% ส่งผลให้อัตราดูดซับต่ำเพียง 0.7% คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 139 เดือน

พื้นที่จังหวัดลำพูนมี Total Supply จำนวน 979 ยูนิต ลดลง 17.7% มูลค่า 2,550 ล้านบาท ด้าน New Supply ลดลง 73.0%  และ New Sales  ลดลง 22.4% ขณะที่ Remaining Supply ลดลง 16.5% เหลือ 795 ยูนิต ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังมีอัตราดูดซับอยู่ในเกณฑ์ดีที่ 3.1% ต่อเดือน และคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 26 เดือน โดยทำเลเด่นจะอยู่ในโซนนิคมฯ ลำพูน-บ้านม้า มีอัตราดูดซับสูงถึง 4.0% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณเพียง 19 เดือน

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พีระพงศ์ จรูญเอก ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง